วิธีแต่งหน้าเพื่อลดรูขุมขน

วิธีแต่งหน้าเพื่อลดรูขุมขน

ในตอนที่ผ่านมาเราได้พูดเรื่อง สาเหตุของรูขุมขนที่ขยายกว้าง และ วิธีป้องกัน กันไปแล้ว แต่ถ้าไม่ทันใจหรือว่าจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนล่ะก็ คงต้องพึ่งพาการแต่งหน้าเข้าช่วย และสาวๆ ก็อย่าดูถูกความสามารถของบรรดาเครื่องสำอางเหล่านี้เพราะมันสามารถทำให้หน้าเนียนลดรูขุมขนได้ทันใจจริงๆ

ขั้นตอน
  1. เริ่มด้วยการลงไพรเมอร์ ซึ่งจะลงก่อนรองพื้นเสียอีก เจ้าไพรเมอร์จะทำหน้าที่เกลี่ยโทนสีผิวให้ดูเรียบและป้องกันรองพื้นไหลเข้าสู่รูขุมขนของเรา
  2. รอให้ไพรเมอร์แห้ง จากนั้นก็ลงรองพื้นโดยใช้ฟองน้ำช่วยทำให้เรียบขึ้น 
  3. เลือกใช้รองพื้นแบบครีม หรือมีลักษณะกึ่งครีมกึ่งแป้งซึ่งจะทำหน้าที่ลดร่องรอยของรูขุมขนได้ดีกว่ารองพื้นแบบน้ำ
  4. ขั้นตอนสุดท้ายคือปัดผิวหน้าด้วยแป้งโปร่งแสง
เพียงเท่านี้ รูขุมขนที่เคยดูใหญ่กว้างก็จะมองเห็นได้น้อยลง และสีผิวก็จะดูเนียนขึ้นค่ะ

ไม่อยากให้รูขุมขนกว้างทำอย่างไร

ไม่อยากให้รูขุมขนกว้างทำอย่างไร

ในบทความคราวที่แล้วเราได้พูดถึง สาเหตุของรูขุมขนกว้าง กันไปแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปก็ขึ้นอยู่กับอายุและกรรมพันธุ์นั่นเอง อย่างไรก็ตามก็ยังมีสาเหตุอื่นเล็กๆน้อยๆที่ทำให้รูขุมขนของเรากว้างด้วยเช่นกันนั่นก็คือ การปฎิบัติตัวของเราและบรรดาเครื่องใช้ต่างๆ ที่เรานำมาใช้บนใบหน้าของเราค่ะ

การป้องกันรูขุมขนกว้าง

การจะทำให้รูขุมขนกว้างกลับดูเหมือนเล็กลงนั้นทำได้หลายวิธีตัวอย่างเช่น การทำความสะอาดรูขุมขนไม่ให้มีสิ่งอุดตันหรือน้ำมันส่วนเกิน หรือแบคทีเรียไปสะสมอยู่ ก็จะทำให้รูขุมขนไม่ดูกว้างอย่างชัดเจนนัก สารทำความสะอาดชั้นดี ก็มีให้เลือกใช้เช่น เรตินอล สารทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นแหล่งของสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดีในขณะที่สามารถทำความสะอาดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากรูขุมขนได้ดีด้วย การลอกผิวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนดูเล็กลงได้ อาจจะใช้การสครับเบาๆ ที่สามารถทำได้เองที่บ้านก็ได้ หรืออาจจะรุนแรงขึ้นด้วยการขัดผิว (dermabration หรือ microdermabration ก็ได้ โดยอย่างหลังนี้สามารถทำเองได้ที่บ้านด้วย)

การดูแลผิวเพื่อลดรูขุมขนกว้าง

มีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่างเพื่อจะลดขนาดรูขุมขนลงโดยสามารถสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

1) ระวังเครื่องสำอางที่ใช้

หยุดใช้เครื่องสำอางที่อาจจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนและทำให้ต่อมผลิตน้ำมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมันเยิ้มหรือเป็นครีม บางครั้งครีมเพิ่มความชุ่มชื้นหลายตัวก็มีลักษณะแบบนั้นซึ่งเราต้องระวัง และยิ่งถ้าเรามีผิวมันอยู่แล้วผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นครีมยิ่งทำให้มีโอกาสไปอุดตันรูขุมขนมากขึ้นอีก และแน่นอนว่าก่อนนอนทุกครั้งต้องไม่ลืมล้างบรรดาเครื่องสำอางออกให้หมดด้วยนะคะ

2) ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง

หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการระคายผิวหรือทำให้ผิวแห้งลง บางทีเป็นความเข้าใจผิดว่าผิวแห้งแล้วจะดีแต่จริงๆแล้วผลิตภัณฑ์หลายอย่างทำให้ผิวของเราแห้งเกินไปและเสียสมดุลย์ ต่อมน้ำมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นและสร้างปัญหาให้เราต่อไป เราควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ทำความสะอาดรุนแรงโดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ละลายน้ำได้เท่านั้นและพยายามหลีกเลี่ยงสบู่ก้อน สารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงจะทำให้ผิวแห้งลงและทำให้การฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติของเราแย่ลงด้วย

3) ฟื้นฟูผิว

เราสามารถเพิ่มการผลิตเซลล์ผิวหนังได้เพื่อทำให้รูขุมขนทำงานได้เป็นปกติมากขึ้นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพดีสำหรับแทบทุกชนิดของผิวก็คือเรตินอยด์ เช่น Ratin-A โดยอาจจะใช้เพียงลำพังหรือใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ บีเอชเอ (BHA) ก็ได้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยทำให้รูขุมขนทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของการจัดการกับรูขุมขนกว้างอีกหลายเรื่องที่เราจะค่อยๆ ทยอยนำมาให้เพื่อนๆ อ่านกัน คอยติดตามนะคะ

รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร

รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร

สำหรับผู้หญิงเกือบทุกคนแล้ว การมีรูขุมขนกว้างอยู่บนใบหน้าคงไม่เป็นที่ปรารถนาเป็นแน่ เพราะรูขุมขนกว้างจะทำให้ผิวไม่เรียบเนียน การแต่งหน้าก็
ยังไม่สามารถกลบเกลื่อนได้จนหมด เรียกง่ายๆ ว่ารูขุมขนกว้างเป็นปัญหาที่ค้างอยู่บนใบหน้าแบบปกปิดไม่มิดก็คงไม่ผิดสักเท่าไร

แต่ก่อนที่เราจะจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ คงต้องมาดูกันสักหน่อยว่าสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังเองก็ได้ทำการศึกษา
อย่างถี่ถ้วนและสรุปสาเหตุขอรูขุมขนกว้างออกได้เป็น 3 ประการคือ ผิวที่มันเกินไป อายุ เพศ และพันธุกรรม

1. ผิวมัน

ร่างกายของเรานั้นมีต่อมไขมันที่ผิวอยู่ทั่วไป (จะไม่มีก็บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า เท่านั้นเอง) ความจริงแล้วไขมันต่างๆ นี้ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เราสูญเสีย
ความชุ่มชื้นออกจากร่างกาย โดยทั่วไปคนที่มีผิวมันจะมีรูขุมขนกว้างกว่าคนที่มีผิวปกติหรือผิวแห้ง เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อน้ำมันและสิ่งสกปรกถูกกักเก็บ
ไว้ในรูขุมขน รูขุมขนก็จะบวมพองและดูใใหญ่ขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นตามปกติ บางคนอาจจะมีปัญหารูขุมขนกว้างพร้อมๆ กับปัญหาสิวรุนแรงด้วยก็ได้ แต่
ถึงแม้ว่าคนที่มีผิวมันมักมีปัญหาเรื่องสิว แต่สิวก็ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักในการทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวที่มีรอยขรุขระเนื่องจากเคยเป็นสิวอาจจะทำให้ดู
เหมือนรูขุมขนกว้างแต่ก็เป็นคนละเรื่องกันค่ะ

2. อายุ

เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยทีเดียว เพราะทุกคนก็ต้องมีอายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เมื่ออายุมากขึ้นผิวของเราก็จะเสียความยืดหยุ่น ไม่เด้งดึ๋ง
เหมือนกับผิวเด็กๆ อีกต่อไป การเสียความยืดหยุ่นนี้จะทำให้รูขุมขนดูกว้างขึ้น นอกจากนี้เมื่ออายุมากขึ้นก็มักจะผ่านหนาวรวมทั้งผ่านร้อนภายใต้แสง
แดดมามากไปตามอายุ ก็จะทำให้รูขุมขนดูกว้างขึ้น ผิวหนาขึ้นซึ่งทำให้เซลล์ผิวหนังเกาะตัวรอบๆ บริเวณรูขุมขุนและถ่างรูขุมขนออกทำให้รูขุมขน
กว้างขึ้นด้วย

3. เพศ

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนกว้างก็คือเพศ เรื่องนี้คุณผู้หญิงอาจจะดีใจเล็กๆ เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ชายจะมีปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าผู้หญิง โดย
ผู้หญิงเองมักมีปัญหาเรื่องนี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีรอบเดือน

4. พันธุกรรม

พันธุกรรมเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่ถ่ายทอดมาจากญาติผู้ใหญ่ของตัว และสามารถเป็นสาเหตุของปัญหารูขุมขนกว้าง (จริงๆ แล้วถ้ามองในแง่นี้
ก็ไม่เชิงเป็นปัญหาสุขภาพ เพียงแต่เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดกันมาว่ามีผิวในลักษณะแบบใดเท่านั้น) โดยทั่วไปแล้วถ้าพ่อหรือแม่ของเรามีรูขุมขนกว้าง
เราก็มักจะมีผิวที่มีรูขุมขนกว้างในที่สุด

เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้รูขุมขนกว้างได้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ พันธุกรรม เราอาจจะสงสัยต่อไปว่าแล้วถ้าเราอยากให้รู
ขุมขนมีขนาดเล็กลงล่ะจะต้องทำอย่างไร ไว้คราวหน้าเราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อ โปรดติดตามอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ

น้ำยารองพื้นเล็บและน้ำยาเคลือบเล็บจำเป็นหรือไม่


สาวๆ หลายคคนอาจจะทาเล็บโดยไม่ได้สนใจจะรองพื้น (base coat) หรือเคลือบเล็บหลังการทาเสร็จสิ้น (top coat) ซึ่งถ้าเป็นการทาแบบง่ายๆ เล่นๆ ก็สามารถทำได้เพราะอย่างน้อยก็ประหยัดเวลาไป แต่นอกจากการไม่รองพื้นจะทำให้เกิดการตกค้างของเม็ดสีของน้ำยาทาเล็บในเนื้อเล็บและ ทำให้เล็บเหลือง ได้แล้วยังทำให้เล็บไม่เรียบและมีผลกับสีของน้ำยาทาเล็บจริงๆ ที่จะทาลงไป ส่วนน้ำยาเคลือบเล็บหรือท้อปโค้ทนั้นจะทำหน้าที่เคลือบป้องกันตัวยาทาเล็บอีกครั้งหนึ่ง ช่วยป้องกันการกรอบแตกและทำให้มีสีสวยเงางาม

สำหรับเพื่อนสาวๆ ที่ทาเล็บเป็นประจำ เราก็ทราบกันแล้วว่าควรทาน้ำยารองพื้นเล็บเสมอ เพราะทำหน้าที่ป้องกันเล็บไม่ให้เสียหายจากน้ำยาทาเล็บเอง ไม่ว่าจะป้องกันเล็บเหลืองหรือป้องกันการแตกของเล็บ น้ำยารองพื้นเล็บทำหน้าที่เป็นกันชนระหว่างเล็บจริงๆ ของเรากับน้ำยาทาเล็บ ทำหน้าที่เป็นที่เกาะยึดของน้ำยาทาเล็บ น้ำยาเคลือบเล็บให้เรียบ (ridge filler) ที่ช่วยในการลดสันหรือลอนเล็กๆ บนผิวหน้าเล็บก็สามารถทำหน้าที่เป็นน้ำยารองพื้นเล็บได้ดีและทำให้ทาเล็บแล้วดูเรียบเนียน

เมื่อทาเล็บเสร็จ ก็ควรทาด้วยน้ำยาเคลือบเล็บ (top coat) ที่ทำหน้าที่เคลือบป้องกันตัวน้ำยาทาเล็บที่มีสีสวยๆ อีกครั้งหนึ่ง น้ำยาทาเล็บเองไม่ได้มีคุณสมบัติของความแข็งแกร่งทนทาน (เอาสวยเป็นหลัก) ดังนั้นเมื่อทาด้วยน้ำยาเคลือบเล็บแล้วจะช่วยป้องกันการหลุดแตกของน้ำยาทาเล็บและทำให้มองดูเงางามด้วย ดังนั้นถ้าถามผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเล็บแล้วล่ะก็คงต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำยารองพื้นเล็บและน้ำยาเคลือบเล็บเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการทำเล็บอย่างแน่นอน

เพื่อนๆ ลองหามาใช้ดูก็ไม่เสียหายอะไรนะคะ

ทาเล็บอย่างไรเล็บไม่เสีย


เพื่อนๆ หลายคนคงทาเล็บกันนะคะ สำหรับคนที่ไม่ได้ทาเป็นประจำก็คงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก แต่บางคนที่ทาเล็บเป็นประจำเหมือนกับเป็นของคู่กับการแต่งตัวอย่างหนึ่ง ทำนองว่าเมื่อล้างน้ำยาทาเล็บสีนี้ออกก็ทาสีใหม่ทันทีแล้วล่ะก็ อาจจะมีปัญหาเล็บเสียหายหรือกลายเป็นสีเหลืองเมื่อทาเล็บติดต่อกันเป็นเวลานาน หลายคนอาจจะมีปัญหานี้อยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะเพราะว่าเรารวบรวมเทคนิคว่าจะทาเล็บอย่างไรเล็บไม่เสียมาฝากกัน 4 ข้อง่ายๆ ค่ะ

1. เคลือบก่อนทา
การทาเล็บบ่อยๆ ติดต่อกันนานๆ แล้วเล็บเสียเปลี่ยนสีนั้น ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการที่เนื้อเล็บสัมผัสกับน้ำยาทาเล็บโดยตรงเป็นเวลานานและทิ้งคราบสีเหลืองเอาไว้ในเนื้อเล็บ วิธีป้องกันก็คือจัดการเคลือบเล็บเสียก่อนการทา น้ำยาเหล่านี้เรียกว่าน้ำยารองพื้นเล็บ (base coat) จะมีลักษณะใสไม่มีสี ทำหน้าที่คล้ายกับการที่เรารองพื้นก่อนการแต่งหน้านั่นเอง น้ำยารองพื้นเล็บจะช่วยบำรุงเล็บและป้องกันความเสียหายกับเล็บ นอกจากนั้นยัง

2. บำรุงมือและเล็บ
เหมือนกับผิวของเราในที่ต่างๆ เล็บของเราก็ต้องการการบำรุงเช่นกัน แม้เราจะคิดว่ามันเป็นคีราตินที่ตายแล้วแต่ก็ต้องการการบำรุงนะคะ ครีมบำรุงเล็บ (และมือ) ชั้นดีที่ประกอบไปด้วยวิตามินอีและลาโนลิน จะทำให้เล็บของเราแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น

3. ให้เล็บได้พักบ้าง
ลองนึกดูว่าเราเอายาทาเล็บไปเคลือบไว้เป็นเวลานาน เล็บก็ไม่ได้หายใจหายคอกันพอดี ดังนั้นเราควรจะให้เล็บได้พักบ้างหลังจากแสดงความสวยงามเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ทุก 5-6 สัปดาห์เราควรให้เล็บได้พักบ้าง ล้างให้สะอาด ทาครีมบำรุงทุกวันเป็นเวลา 3-4 วัน แล้วค่อยกลับไปทาเล็บให้สวยใหม่ค่ะ

4. ใช้ยาทาเล็บคุณภาพดี
จะว่าไปแล้ว มีน้ำยาทาเล็บในท้องตลาดจำนวนมากมาย ตั้งแต่ขวดละหลักสิบบาทไปจนถึงหลายร้อยบาท เราคงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาทาเล็บราคาแพงที่สุดที่มีขายในท้องตลาดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เลือกแบบที่คุณภาพดีพอสมควรและไม่มีสารเคมีที่ทำลายเล็บแอบผสมอยู่น่าจะดีกว่านะคะ

เพียง 4 ข้อเท่านี้ สาวๆ ที่ชื่นชอบการทาเล็บก็จะมีเล็บที่ดีเอาไว้ทา และเล็บไม่เสียจากความชอบของตัวเองแล้วล่ะค่ะ  และถ้าเห็นว่าเรื่องแบบนี้มีประโยชน์ก็อย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนสาวๆ คนอื่นได้อ่านด้วยนะคะ

วันหยุดประจำปี พ.ศ. 2559


ช่วงไม่กี่วันนี้น่าจะเป็นช่วงฉลองปีใหม่ พ.ศ. 2559 อีกไม่กี่วันหลายคนก็ต้องกลับไปทำงานหรือเรียนหนังสือกันตามปกติแล้ว และหลายคนอาจจะยังไม่ได้ทำในหลายอย่างที่อยากทำ ไม่ได้ไปในหลายที่ที่อยากไป ก็ไม่เป็นไรนะคะเพราะปี 2559 นี้มีวันหยุดหลายวันเลยทีเดียว ลองดูตามภาพด้านบนนี้ว่าเราอยากไปทำธุระอะไรที่ไหนในวันหยุดต่างๆ นี้หรือไม่ จะได้วางแผนทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไปค่ะ (ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก krapook.com นะคะ)


3 ค่ายมือถือบริการ Wifi ฟรีช่วงปีใหม่ 2558-2559



สามค่ายโทรศัพท์มือถือใหญ่เปิดบริการมอบความสุขให้กับประชาชนกับ Wifi hotspot ฟรี ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 58 - 3 ม.ค. 59 เพื่อนๆ ที่เดินทางไปในห้างใหญ่ๆ ทั่วประเทศไทยลองกดใช้งานดูนะคะ (ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก Thairath IG ค่ะ)

สวัสดีปีใหม่ 2559/2016



สวัสดีปีใหม่ 2559/2016 ขอให้ผู้อ่านและลูกค้าทุกท่านมีความสุขสดชื่นสมหวังตลอดปีและตลอดไป ส่วนเราผู้จัดทำ womanandkid.blogspot.com (และ womanandkid.com) ก็จะยังคงหาเรื่องราวดีๆ สินค้าคุณภาพสูงมาให้บริการเพื่อนๆ เหมือนเช่นเคยค่ะ

เคล็ดลับการดูแลเท้า


เท้าเป็นอวัยวะสำคัญมากในการพาเราไปที่ต่างๆ เราอาจจะดูสุขอนามัยของเราได้โดยการดูที่เท้าและรองเท้าได้เลย การดูแลเท้าที่ดีนั้นไม่เพียงแต่ทำให้สุขภาพเท้าดีแต่ทำให้เท้าดูสวยด้วย และทำให้เรามีความสุขในการใช้เท้าเดินไปในที่ต่างๆ ไปได้อีกนาน ถ้าสุขภาพเท้าไม่ดีแล้วล่ะก็การเดินอาจจะลำบากไปจนกระทั่งทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ นอกจากนี้แล้วเท้ายังต้องการการดูแลเป็นพิเศษในผู้ที่เป็นเบาหวานเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้ออีก ถ้ามีแผลและมีการติดเชื้อล่ะก็ การรักษาจะยุ่งยากมากยิ่งกว่าคนปกติมาก

เคล็ดลับการดูแลเท้า

1. ดูสัญญาณของความผิดสุขลักษณะ
เราควรหมั่นดูเท้าของเราให้ดี มองหาสัญญาณผิดปกติทางสุขภาพของเท้า เช่น เท้าแตก มีแผล เป็นผื่นแดง แตกเป็นขุย บวม หรือมีการเปลี่ยนสีที่ไม่ปกติ ถ้ามองไม่ทั่วก็ควรใช้กระจกเงาลองช่วยส่องดูก็ได้

2. ล้างทำความสะอาดเท้า
เคล็ดลับการดูแลเท้าข้อนี้คือการดูแลความสะอาดของเท้าให้ดี ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อุ่น จากนั้นเช็ดให้แห้งอย่าปล่อยให้เปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว บางคนอาจจะใช้หินนวดฝ่าเท้าไปด้วยระหว่างการทำความสะอาดก็เป็เรื่องที่ดีเพราะจะกระตุ้นให้ปลายประสาททำงานดีขึ้น

3. กำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากเท้า
ระหว่างที่เราล้างทำความสะอาดเท้าก็ควรจะขัดผิวบริเวณเท้าเป็นประจำด้วย ก็คงขัดได้มากหน่อยล่ะค่ะเพราะว่าทนทานกว่าบริเวณอื่นเยอะเลย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจะได้ถูกกำจัดออกไปและทำให้เท้านุ่มขึ้น แต่ถ้ามีปัญหาเรื่อง ส้นเท้าแตก ก็ลองอ่านบทความเพิ่มได้ค่ะ

4. รักษาความชุ่มชื้นของเท้า
เท้าควรจะมีความชุ่มชื้น แต่ไม่ใช่เปียกชื้น แต่เราควรทราบก่อนว่าผิวบริเวณฝ่าเท้านั้นไม่มีต่อมไขมันใดๆ ดังนั้นการจะทำให้ผิวบริเวณนั้นชุ่มชื้นได้จะต้องใส่ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นหรือกลีเซอรีนให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าเป็นประจำทุกคืน ดังนั้นก่อนนอนควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งโดยทั่วแล้วทาครีมบำรุงเหล่านี้โดยไม่ต้องทาระหว่างซอกนิ้ว จากนั้นอาจจะใส่ถุงเท้าเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในระหว่างที่เราหลับก็ได้ ข้อนี้ดูเป็นเคล็ดลับการดูแลเท้าที่เราไม่ค่อยทราบกัน

5. ตัดเล็บเท้าให้เรียบร้อย
เป็นเคล็ดลับการดูแลเท้าที่ไม่น่าจะลึกลับอะไร แต่เป็นสิ่งที่ชอบลืมกันโดยเฉพาะบรรดาหนุ่มๆ ทั้งหลาย เล็บเท้าที่ยาวเกินไปนอกจากจะไม่สวยแล้วยังเป็นที่สะสมของเชื้อโรค และยังอาจจะข่วนทั้งเท้าด้วยกันเองหรืออวัยวะอื่นๆ ได้อีก ดังนั้นควรตัดและ ตะไบ ให้เรียบร้อยนะคะ

6. เลือกรองเท้าให้เหมาะสม
ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะ มีคุณภาพที่ดี และไม่คับเกินไป รองเท้าควรพอดีแต่สามารถขยับนิ้วเท้าได้อย่างสบาย เมื่อเลือกซื้อรองเท้าควรวัดขนาด ทดลองใส่ ในขณะที่ยืน (ไม่ใช่นั่ง) และควรลองเดินดูด้วย ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายหรือเย็นซึ่งเป็นเวลาที่เท้าจะขยายตัวขึ้นนิดหน่อย และแน่นอนว่าก่อนที่จะใส่รองเท้าก็ควรดูก่อนว่ามีอะไรค้างคาในรองเท้าหรือไม่ เพราะก้อนหิน กรวด หรือหนามต่างๆ ที่ค้างอยู่อาจจะทำให้เท้าต้องบาดเจ็บเอาง่ายๆ ค่ะ

เพียงทำตามเคล็ดลับการดูแลเท้าเท่านี้ เพื่อนๆ ก็จะมีเท้าที่สุขภาพดี ดูสวยงาม และเดินได้อย่างมีความสุขค่ะ

ประโยชน์ของโฟมห่อผลไม้


เพื่อนหลายคนอาจจะเคยเห็นโฟมห่อผลไม้กันมาแทบทุกคน แต่หลายคนได้เจ้าโฟมห่อผลไม้นี้มาแล้วก็นั่งงงๆ ว่าจะทำอะไรกับมันได้นอกจากโยนทิ้งไป แต่หลังจากอ่านบทความนี้แล้วล่ะก็เจ้าโฟมห่อผลไม้โคจรมาใกล้ๆ ขอให้เก็บเอาไว้นะคะเพราะมันมีประโยชน์หลายอย่างได้เลยเชียว

เนื่องจากโฟมห่อผลไม้ถูกผลิตขึ้นมาอย่างดี มีความนุ่ม แน่นอนว่ามันมีความสามารถในการปกป้องของที่อยู่ภายใน ขนาดผลไม้หรือแม้แต่ไข่ไก่ก็ยังไม่แตกดังนั้นก็คงห่ออย่างอื่นได้ดีด้วย นอกจากนั้นยังมีความโปร่ง อากาศหรือน้ำถ่ายเทเข้าออกได้สะดวกในขณะที่ตัวมันเองก็ทนน้ำ ไม่เปื่อยยุ่ยได้ง่าย ดังเราจึงนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างทีเดียว เช่น
  • ใช้เป็นซองโทรศัพท์
แน่นอน วิธีใช้ไม่ยาก ก็จับเอาโทรศัพท์ของเราใส่เข้าไปในโฟมห่อผลไม้ รับรองว่าปกป้องสุดยอดปลอดภัย ถ้าเอาใส่ถุงพลาสติกไว้ด้านนอกอีกรอบ คราวนี้กันน้ำด้วยอีกต่างหาก
  • ใช้วางบนจานวางสบู่กันสบู่เละ
ที่ห้องน้ำบ้านเรา ตามปกติมักจะมีจานวางสบู่ที่ติดกับผนังห้องน้ำ ส่วนมากแล้วจานเหล่านี้มักจะมีน้ำขังอยู่บ้าง แม้ว่าเป็นปริมาณเล็กน้อยแต่ก็ทำให้สบู่ก้อนของเราเละได้ ก็จัดการเอาโฟมห่อผลไม้วางลงในจานหรือถาดวางสบู่เสียก่อน แล้วก็เอาสบู่วางลงไป แค่นี้สบู่ก็จะพ้นน้ำที่ขังอยู่ด้านล่าง ไม่เละอีกต่อไปแล้วค่ะ
  • เอามาห่อขาโต๊ะกันขูดพื้นเป็นรอย
บ้านใครที่พื้นสวยๆ และกลัวว่าขาโต๊ะเก้าอี้จะขูดจนเป็นรอย ก็จัดการเอาโฟมห่อผลไม้ไปห่อปลายของขาโต๊ะหรือเก้าอี้ (เหมือนใส่ถุงเท้าให้มัน) เสีย ห่อเสร็จก็เอาเชือกมัดหรือหนังยางรัดเอาไว้ไม่ให้หลุดออก แค่นี้พื้นก็ปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ
 
คราวหน้าถ้าได้โฟมห่อผลไม้มาล่ะก็ มันคงมีค่ากับเพื่อนๆ มากขึ้นเยอะเลยนะคะ เอามาใช้งานให้เกิดประโยชน์เต็มที่ก่อนโยนทิ้งไปเฉยๆ ค่ะ เพราะอย่างน้อยก็กำจัดได้ยากกว่าของเหลือใช้หลายอย่างเลยล่ะค่ะ